Last updated: 2 เม.ย 2569 | 3226 จำนวนผู้เข้าชม |
บทความนี้จะเป็นบทความที่ช่วยให้ท่านได้เข้าใจในเรื่องของปัจจัยที่ใช้ในการเลือกเครื่องปั่นเลือดให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ในการเลือกเครื่องปั่นเลือด สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้คือเราต้องการจะนำเครื่องปั่นเลือด (Centrifuge) ไปปั่นตัวอย่างอะไร ซึ่งก็อยู่ที่สายงานของแต่ละท่าน บ้างก็นำไปปั่นเลือด บ้างก็นำไปปั่นปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งเครื่องปั่นล้างเซลล์ (Serofuge) ฯลฯ
ในการปั่นตัวอย่าง นอกจากจะมีปัจจัยในเรื่องตัวอย่างที่ต้องการจะปั่นแล้ว ยังมีอีกปัจจัยสำคัญคือสิ่งที่ต้องการหลังจากการปั่น เช่น ในการปั่นเลือด ก็จะมีหลายวัตถุประสงค์ ตั้งแต่การปั่นหาค่าเปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit), ปั่นเลือดเพื่อแยกเซรั่ม (Serum) หรือ พลาสมา (Plasma) หรือปั่นล้างเซลล์ ฯลฯ ซึ่งในการปั่นที่แตกต่างกัน ในบางกรณีก็ต้องมีการใช้หัวปั่นที่แตกต่างกันไป
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการปั่นหาเปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit) ก็จะต้องนำตัวอย่างเลือดใส่ในหลอด Capillary และหาหัวปั่นสำหรับใส่หลอด Capillary มาใช้ หรือถ้าต้องปั่นปัสสาวะก็จะต้องใช้หัวปั่นอีกชนิดไปเลย เป็นต้น
จำนวนตัวอย่างในแต่ละวันก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ หากว่าเราพอประมาณการจำนวนในแต่ละวันที่จะต้องทำการปั่นได้ เราจะสามารถเลือกหัวปั่นได้ถูกต้อง เนื่องจากหัวปั่นแต่ละตัวก็จะมีจำนวนและขนาดในการจุหลอดที่ต่างกัน และชนิดของหัวปั่นแบบ Swing out Rotor ก็จะมีจำนวนการจุหลอดที่มากกว่า Fixed Angle Rotor
นอกจากนี้ หัวปั่นแต่ละประเภทจะมีองศาของตำแหน่งของหลอดในขณะปั่นที่แตกต่างกัน โดย Swing Out Rotor เมื่อปั่นเหวี่ยง Bucket จะถูกผลักให้อยู่ในแนวนอน ในขณะที่ Fixed Angle Rotor จะมีองศาการวางตัวของหลอดที่คงที่ตลอด

เมื่อทราบถึงจุดประสงค์ของการใช้งานแล้ว ต่อมาคือการทำความเข้าใจว่าหลอดที่จะต้องการไปใช้งานตามจุดประสงค์ ควรใช้หลอดเก็บตัวอย่างแบบใด โดยหากต้องการปั่นปัสสาวะ ปกติจะมีหลอดมาตรฐานสำหรับไว้ใช้ปั่นปัสสาวะโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีขนาด 17x120 mm หรือหากต้องการปั่นเลือดเพื่อแยกซีรั่ม / พลาสมา ก็จะมีหลอดเก็บเลือดขนาด 13x75 mm หรือ 13x100 mm


การรู้ขนาดของหลอดเลือด จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องปั่นเลือด เนื่องจากผู้ใช้งานต้องมั่นใจว่าขนาดของหลอดที่ต้องการจะใช้งาน สามารถใส่กับเครื่องปั่นเหวี่ยงที่ต้องการจะซื้อได้
ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ทั้งต่อตัวผู้ใช้งาน และต่อตัวเครื่อง โดยตัวอย่าง Feature สำคัญที่เครื่องปั่น (Centrifuge) ควรจะมี โดยตัวอย่างของ Feature สำคัญคือ
ที่จะช่วยให้เครื่องปั่นเลือดหยุดการทำงานหากตรวจพบการสั่นของเครื่องที่เกิดจากการใส่ตัวอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน โดยหากเครื่องไม่มีระบบนี้ และผู้ใช้งานใส่หลอดตัวอย่างไปโดยที่มีน้ำหนักไม่ Balance กัน ก็จะทำให้ตัว Motor มีปัญหาจากการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของตัวเครื่อง
เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเวลาที่ผู้ใช้งานเผลอทำการกดปั่นเหวี่ยงโดยที่ยังไม่ได้ทำการปิดฝาเครื่องเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
เมื่อมีสถานการณ์ที่ทำให้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้ จะทำให้ไม่สามารถกดปุ่ม Lid Open เพื่อให้ฝาเปิดได้ ดังนั้นอีกหนึ่งทางเลือกคือต้องเป็นการเปิดฝาแบบฉุกเฉิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ผู้ผลิตเครื่องปั่นเหวี่ยงได้มีการออกแบบ Feature นี้เอาไว้สำหรับกรณีแบบนี้แทบจะทุกยี่ห้อ

หน้าจอหากเป็นระบบ Digital ไม่ว่าจะเป็น LED หรือ LCD ก็ตาม ควรที่จะออกแบบเพื่อให้ใช้งานง่าย ไม่ควรมีระบบทีซับซ้อนจนทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสน
รวมถึงหากตัวเครื่องมีความสามารถในการอ่านหัวปั่นได้หลายประเภท ก็ควรจะมีการติด Sticker บนตัวเครื่องให้ชัดเจนถึงหมายเลขของหัวปั่น เพราะในบางกรณีผู้ใช้งานอาจจะเปลี่ยนหัวปั่นไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เครื่องไม่สามารถปั่นได้ จนทำให้ผู้ใช้งานคิดว่าเครื่องมีปัญหา หรือหากแผงหน้าปัดเป็นแบบระบบ Analog (Manual) ก็ควรจะมีวัสดุแท่งการหมุนที่แข็งแรง ไม่แตกหักง่าย

หัวปั่น (Rotor) ที่ดีควรจะเป็นหัวปั่นที่ทำจากวัสดุที่แข็งแกร่ง ทนทาน ไม่พังง่าย เนื่องจากหัวปั่นเป็นวัสดุที่สำคัญในการใช้งานเครื่องปั่นเหวี่ยง (Centrifuge) ดังนั้น หากหัวปั่นไม่ทนทาน จะทำให้ระยะการใช้งานสั้นและต้องมีการเปลี่ยนแปลงในกรณีที่มีความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม การที่หัวปั่นมีการแตก, หัก อาจไม่ได้เกิดจากหัวปั่นเพียงอย่างเดียว เราต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าหัวปั่นได้เข้าไปลงล๊อคกับแกนมอเตอร์แล้ว เพราะไม่เช่นนั้น หากหัวปั่นจะดีแค่ไหนแต่ถ้ามีการใส่หัวปั่นไม่ถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะทำให้หัวปั่นเสียหายได้เช่นกัน
หากท่านใดสนใจเครื่องปั่นเลือด (Centrifuge) และต้องการคำปรึกษาฟรี สามารถติดต่อสอบถามเพื่อรับคำปรึกษาได้ที่
LINE : @medinter

