PRP ฉีดแล้วหน้าใส จริงไหม?

Last updated: 24 พ.ย. 2565  |  69 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Blood Composition

Platelet Rich Plasma (PRP)

เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินคำนี้มาจากวงการเสริมสวย ว่าถ้าเราฉีด PRP จะทำให้เราหน้าเด็ก แล้วทุกคนเคยสงสัยกันไหมครับ ว่าแท้จริงแล้วการฉีด PRP นั้นทำให้เราหน้าเด็กขึ้นจริงหรือเปล่า ? แล้วถ้าจริง อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เราดูเด็กขึ้น ? วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันครับ

ก่อนอื่นผมต้องขออธิบายก่อนว่าสำหรับการรักษาหรือบำบัดด้วย PRP นั้น ได้มีการใช้งานในวงหมอกระดูกหรือหมอบำบัดกว่าทศวรรษแล้ว เพื่อใช้ในเรื่องของการฟื้นฟู, บำบัด อาการบาดเจ็บเรื้อรัง หรือบาดแผลต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีการแพร่หลายเรื่อง PRP  ซึ่งทำให้วงการคลินิกเสริมความงาม ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำหรับการใช้ PRP ในการรักษาในด้านแผลเป็น, รอยตีนกา, ผมบาง/ร่วง, ผิวหน้า

 

PRP คืออะไร ?

PRP เป็นคำย่อของคำว่า Platelet-Rich Plasma หรือถ้าเรียกเป็นภาษาไทยก็สามารถเรียกได้ว่า “พลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น”

 

 

 

ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มสับสนไปมากกว่านี้ ผมขอเสริมเกร็ดความรู้ให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่า เลือด มีองค์ประกอบดังนี้ พลาสม่า (Plasma), เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell), เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) และ เกล็ดเลือด (Platelet)

เกล็ดเลือด (Platelet) มีหน้าที่ในการห้ามเลือด ด้วยการทำให้เลือดแข็งตัว โดยเกล็ดเลือดจะจับตัวกันเป็นกระจุกร่างแหเพื่ออุดรูของหลอดเลือดฝอย ซึ่งจะทำให้เลือดหยุดไหลในที่สุด

นอกจากนี้เกล็ดเลือดยังมีหน้าที่เกี่ยวกับ Growth Factor ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายอีกด้วย



PRP ช่วยอะไรกับเรา

PRP นั้นคือพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น ซึ่งสกัดออกมาจากเลือดของเราเอง โดยจะถูกฉีดเข้าไปในจุดที่เราต้องการจะบำบัด โดยหลังจากที่ฉีดเข้าไป PRP จะเข้าไปช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์นั้น เช่น

หากเราฉีดไปที่ศีรษะ (บริเวณที่ผมบาง หรือไร้เส้นผม) ก็จะทำให้เส้นผมหนาขึ้น หรือเส้นผมเริ่มขึ้นมากกว่าเดิม

หากเราฉีดไปตามข้อ เช่น ข้อเข่าที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังมายาวนาน PRP ก็จะเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูและสมานอาการบาดเจ็บให้หายเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ

หากเราฉีดไปที่ใบหน้าบริเวณรอยตีนกา ก็จะช่วยให้รอยตีนกานั้นจางลงเรื่อย ๆ (ทั้งนี้ ต้องมีการดูแล บำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ตามคำแนะนำของแพทย์)

 

PRP ปลอดภัยจริงหรือไม่ ?

เนื่องจาก PRP ที่สกัดออกมาได้ มาจากเลือดของเราเอง ไม่ได้มีการเสริมส่วนประกอบอื่นใด ๆ ลงไป  ดังนั้นจึงถือว่าค่อนข้างปลอดภัย (ต้องอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์)

วิธีการทำ


ดูดเลือดออกจากร่างกายตามปริมาณที่กำหนด โดยใส่ในหลอด Tube แบบชนิดกันเลือดแข็งตัว

- นำหลอดเลือดไปใส่ในเครื่องปั่นเหวี่ยงเลือด (Centrifuge) โดยตั้งเวลาและความเร็วรอบ (RPM) ตามมาตรฐาน เพื่อที่เลือดจะแบ่งออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ

- เมื่อได้ PRP มาแล้ว ทำการฉีด PRP เข้าสู่จุดที่ลูกค้าต้องการ เช่น ใบหน้า (เพื่อความเยาว์วัยของใบหน้า), ข้อเข่า (เพื่อรักษาและช่วยในการฟื้นฟูข้อจากอาการบาดเจ็บ) และศีรษะ (เพื่อช่วยให้เซลล์เส้นผมเจริญเติบโตได้ดีขึ้น) เป็นต้น

 

PRP เป็นวิธีที่พึ่งถูกคิดค้นหรือเปล่า ?

PRP ได้มีบทบาทในวงการแพทย์, วิทยาศาสตร์การกีฬา มาตั้งแต่ช่วงยุคค.ศ. 1970 และโด่งดังในเรื่องของ การฟื้นฟู บาดแผลหรืออาการบาดเจ็บ

 

PRP สามารถฟื้นฟูอาการอะไรได้บ้าง ?

กล้ามเนื้อ, ข้อต่อ ที่ได้รับการบาดเจ็บ

ถ้าคุณมีอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดและได้รับการบำบัดโดยวิธี PRP คุณจะสามารถร่นเวลาการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและการฉีกขาดได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะยกน้ำหนักมา หรือออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงเยอะ ๆ การใช้ PRP เข้ามาช่วยจะทำให้คุณมีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

ไม่ว่าคุณจะบาดเจ็บข้อเท้าจากการเล่นบาสเก็ตบอล, หรือเจ็บเข่าจากการถูกเข้าสกัดอย่างรุนแรงจากการเล่นฟุตบอล  PRP คือเครื่องมือชั้นดีที่สามารถช่วยฟื้นฟูข้อหรือเส้นเอ็นสำหรับคุณ และอย่างที่ทราบกันดีว่าข้อต่อนั้นเป็นจุดที่ต้องใช้เวลารักษาหรือฟื้นตัวสักพักใหญ่ เนื่องจากในส่วนนั้นจะมีเลือดไหลเวียนน้อยทำให้การฟื้นฟูอาจจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนส่วนอื่น

ด้วยการฉีด PRP สู่ข้อ จะช่วยให้คุณฟื้นฟูเส้นเอ็นนั้น ๆ ซึ่งช่วยในการเคลื่อนไหว และนอกจากนี้ยังทำให้ข้อดีขึ้น

 

เส้นเอ็นอักเสบ

อย่างที่กล่าวว่า เส้นเอ็นอักเสบนั้นยากที่จะรักษา/ฟื้นฟู เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวมีเลือดไหลเวียนน้อย ซึ่งคำแนะนำของหมอโดยมากก็จะแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ แต่แน่นอนว่าสำหรับคนบางกลุ่ม เช่น นักกีฬา ฯลฯ แค่คำว่าพักผ่อนเพียงพอ ไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ของเค้าได้

ดังนั้นการฉีด PRP จึงเป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการความรวดเร็วในการฟื้นฟู และนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากการบำบัดแบบ PRP ได้มีการถูกนำมาใช้ในวงการกีฬาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมาแล้ว ซึ่งตัวอย่างของนักกีฬาชั้นนำที่ใช้ PRP ในการรักษาข้อ เช่น Rafael Nadal จากวงการเทนนิส และ Tiger Woods จากวงการกอล์ฟ เป็นต้น 

 

นักกีฬาระดับโลกที่ได้ใช้กระบวนการ PRP ในการช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ


 

Rafael Nadal เป็นนักฬาเทนนิสชาวสเปนที่ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาล และเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลในคอร์ทดิน ได้ประสบกับอาการบาดเจ็บที่ข้อเข่าและข้อมือในช่วงปี 2016-2018 ซึ่งทำให้เขามีช่วงเวลาที่ลำบากในการเล่นเทนนิสมาก เนื่องด้วยอายุที่มากขึ้นด้วย  

ในช่วงปี 2017 ระหว่างทัวร์นาเมนต์ US Open 2017, Nadal ได้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยมจนหลายคนสงสัยว่าอาการบาดเจ็บที่คอยตามหลอกหลอนเขามันหายไปแล้วหรือ ? โดยเฉพาะกับคอร์ทหญ้าและคอร์ทดินที่จะต้องใช้การเคลื่อนไหวมากกว่าคอร์ททั่วไป ซึ่งในช่วงระหว่าง 6 เดือนที่ได้ทำการพักฟื้น Nadal ได้มีการใช้การบำบัดโดย PRP เข้ามาช่วย

ซึ่ง PRP เป็นการบำบัดทางเลือกสำหรับนักกีฬาที่ไม่ต้องการผ่าตัด และมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ซึ่งเมื่อทำการฉีดเข้าไปที่จุดที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังแล้ว PRP จะเข้าไปช่วยในการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังได้รับการช่วยเหลือจากนักบำบัดเพื่อช่วยในการทำกายภาพบำบัดอีกทาง ทำให้ Nadal กลับมามีการเคลื่อนไหวที่กลับมาคล่องแคล่วเหมือนเดิม

นอกจากนี้ก็ยังมีนักเทนนิสอีกหลายคนที่ได้รับการบำบัดด้วยวิธีนี้เช่นกัน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้