PRP Tube คืออะไร? รู้จักประเภท วิธีเลือก และตัวชี้วัดคุณภาพ
ในปี 2026 PRP หรือ Platelet-Rich Plasma ไม่ได้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป เนื่องจากมีการนำกระบวนการเตรียม PRP มาใช้ในงานทางการแพทย์หลายสาขา อย่างไรก็ตาม PRP ที่ได้จากแต่ละระบบอาจมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ทั้งความเข้มข้นของเกล็ดเลือด ปริมาตร เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และความสม่ำเสมอของผลลัพธ์
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการดังกล่าวคือ PRP Tube หรือหลอดที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเตรียมพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น โดยการเลือกหลอดไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาตร PRP ที่ได้ แต่ควรประเมินร่วมกับข้อมูลทางเทคนิค เอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ และตัวชี้วัดคุณภาพที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญ: PRP Tube ที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นหลอดที่ให้ PRP มากที่สุดหรือมีความเข้มข้นสูงที่สุด แต่ควรเป็นระบบที่ให้ปริมาณและองค์ประกอบของ PRP ตรงตามเป้าหมาย มีความสม่ำเสมอ และมีข้อมูลสนับสนุนที่ตรวจสอบได้
สารบัญ
PRP Tube คืออะไร?
PRP Tube คือหลอดเก็บเลือดที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียม Platelet-Rich Plasma หรือพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น โดยเลือดที่เก็บในหลอดจะถูกนำไปปั่นเหวี่ยงเพื่อแยกส่วนประกอบตามความหนาแน่น ก่อนเก็บส่วนของพลาสมาที่ต้องการตามขั้นตอนของระบบนั้น
ภายใน PRP Tube อาจมีสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด เจลแยกชั้น หรือส่วนประกอบอื่นตามการออกแบบของผู้ผลิต จุดประสงค์คือช่วยให้การแยกชั้นและการเก็บ PRP สามารถดำเนินการได้ตามโปรโตคอลที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม คำว่า PRP Tube ไม่ได้หมายความว่าหลอดทุกยี่ห้อหรือทุกรุ่นจะให้ PRP ที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ ตัวหลอด ปริมาตรเลือดตั้งต้น สารภายในหลอด เครื่องปั่นเหวี่ยง ค่าแรงเหวี่ยง ระยะเวลาในการปั่น วิธีเก็บชั้น PRP และลักษณะเลือดของแต่ละบุคคล
ข้อควรรู้: PRP Tube ควรถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเตรียม PRP ไม่ใช่พิจารณาแยกจากเครื่องปั่น อุปกรณ์ และขั้นตอนการใช้งานที่ผู้ผลิตกำหนด
PRP Tube ทำงานอย่างไร?
เมื่อเลือดถูกนำไปปั่นเหวี่ยง ส่วนประกอบต่าง ๆ จะเคลื่อนที่และแยกชั้นตามความหนาแน่น โดยกระบวนการทั่วไปอาจประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
- เก็บเลือดลงใน PRP Tube ตามปริมาตรที่ผู้ผลิตกำหนด
- ผสมเลือดกับสารภายในหลอดตามวิธีที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับ
- นำหลอดวางในเครื่องปั่นเหวี่ยงอย่างสมดุล
- ปั่นด้วยค่าแรงเหวี่ยงและระยะเวลาตามโปรโตคอลของระบบ
- เก็บส่วนของพลาสมาที่ต้องการด้วยวิธีที่ผู้ผลิตกำหนด
- ประเมินปริมาตรและองค์ประกอบของ PRP หากมีการควบคุมคุณภาพ
ในทางเทคนิค ควรพิจารณาค่า RCF หรือ Relative Centrifugal Force ซึ่งมีหน่วยเป็นเท่าของแรงโน้มถ่วง หรือ ×g มากกว่าดูเฉพาะค่า RPM เนื่องจากเครื่องปั่นที่มีรัศมีโรเตอร์ต่างกันสามารถสร้างแรงเหวี่ยงไม่เท่ากัน แม้ว่าจะตั้งค่า RPM เท่ากันก็ตาม
จึงไม่ควรนำค่า RPM หรือระยะเวลาปั่นของระบบหนึ่งไปใช้กับอีกระบบโดยอัตโนมัติ หากยังไม่ได้ตรวจสอบความเข้ากันได้ของหลอด เครื่องปั่น และโรเตอร์
PRP Tube มีกี่ประเภท?
PRP Tube สามารถแบ่งได้หลายประเภทตามรูปทรง โครงสร้าง สารภายในหลอด และขั้นตอนการใช้งาน ผู้ผลิตแต่ละรายอาจออกแบบระบบแตกต่างกันเพื่อควบคุมการแยกชั้น ปริมาตร PRP และองค์ประกอบของเซลล์ที่ได้
| ประเภท | ลักษณะทั่วไป | ประเด็นที่ควรตรวจสอบ |
|---|---|---|
| แบบมีเจลแยกชั้น | ใช้เจลช่วยสร้างแนวกั้นระหว่างส่วนประกอบของเลือดหลังการปั่น | ชนิดของเจล ตำแหน่งหลังปั่น วิธีเก็บ PRP และข้อมูลความเข้ากันได้ |
| แบบไม่มีเจล | อาศัยแรงเหวี่ยงและเทคนิคการเก็บส่วนประกอบตามชั้นของเลือด | ตำแหน่งที่เก็บ ปริมาตร และความสม่ำเสมอระหว่างผู้ปฏิบัติงาน |
| Vacuum Tube | มีระบบสุญญากาศช่วยควบคุมปริมาตรเลือดที่เก็บเข้าสู่หลอด | ปริมาตรบรรจุจริงและอัตราส่วนระหว่างเลือดกับสารภายในหลอด |
| Non-vacuum Tube | ผู้ปฏิบัติงานเติมเลือดเข้าสู่หลอดตามปริมาตรที่กำหนด | ความแม่นยำของปริมาตรและจำนวนขั้นตอนในการจัดการ |
| Single-spin System | ใช้การปั่นหนึ่งรอบตามโปรโตคอลของระบบ | ค่า RCF ระยะเวลา องค์ประกอบของ PRP และปริมาตรสุดท้าย |
| Double-spin System | ใช้การปั่นมากกว่าหนึ่งรอบเพื่อแยกหรือเพิ่มความเข้มข้น | ความซับซ้อน ระยะเวลา การสูญเสียเกล็ดเลือด และความสม่ำเสมอ |
นอกจากนี้ PRP ยังอาจถูกอธิบายตามปริมาณเม็ดเลือดขาว เช่น Leukocyte-Poor PRP หรือ LP-PRP และ Leukocyte-Rich PRP หรือ LR-PRP แต่ไม่ควรจำแนกจากชื่อหรือรูปลักษณ์ของหลอดเพียงอย่างเดียว เพราะองค์ประกอบสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับวิธีปั่นและส่วนของชั้นเลือดที่ถูกเก็บ
PRP Tube แบบไหนเหมาะกับการใช้งาน?

PRP Tube ที่เหมาะสมไม่จำเป็นต้องเป็นหลอดที่ให้ปริมาตร PRP มากที่สุด หรือมีค่า Concentration Factor สูงที่สุด แต่ควรเป็นระบบที่ให้ผลิตภัณฑ์ตรงตามเป้าหมาย มีหลักฐานสนับสนุน และให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอเมื่อใช้งานตามขั้นตอนที่กำหนด
เกณฑ์สำคัญที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
- Intended Use: วัตถุประสงค์การใช้งานที่ระบุในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์
- Platelet Yield: จำนวนเกล็ดเลือดทั้งหมดที่สามารถเก็บกลับมาอยู่ใน PRP
- Final PRP Volume: ปริมาตร PRP ที่ได้หลังสิ้นสุดกระบวนการ
- Cellular Composition: ปริมาณเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงที่ตกค้าง
- Repeatability: ความสม่ำเสมอของผลเมื่อใช้กับหลายตัวอย่าง
- Sterility: วิธีทำให้ปราศจากเชื้อ สภาพบรรจุภัณฑ์ และอายุการใช้งาน
- Closed-system Design: การออกแบบที่ช่วยลดขั้นตอนการเปิดสัมผัสกับสภาพแวดล้อม หากระบบรองรับ
- Compatibility: ความเข้ากันได้กับเครื่องปั่น โรเตอร์ และอุปกรณ์ที่ใช้งาน
- Traceability: Lot Number วันผลิต วันหมดอายุ และข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบย้อนกลับ
- Supporting Evidence: ผลทดสอบหรือการศึกษาที่อธิบายวิธีดำเนินการอย่างชัดเจน
คำแนะนำ: ไม่ควรตัดสินจากข้อความทางการตลาด เช่น เข้มข้นหลายเท่า หรือ ให้ PRP สูงสุด เพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบค่าเลือดตั้งต้น ปริมาตรสุดท้าย จำนวนตัวอย่าง วิธีตรวจ และความแปรปรวนของผลลัพธ์ร่วมด้วย
หลอดเก็บเลือดทั่วไปใช้ทำ PRP ได้หรือไม่?

ในเชิงกายภาพ หลอดเก็บเลือดบางชนิดอาจสามารถนำไปปั่นเพื่อแยกส่วนประกอบของเลือดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหลอดดังกล่าวได้รับการออกแบบหรือมีวัตถุประสงค์สำหรับการเตรียม PRP เพื่อนำไปใช้กับผู้รับบริการ
หลอดเก็บเลือดทั่วไปอาจถูกออกแบบมาเพื่องานตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดหรือการตรวจทางเคมีคลินิก ซึ่งอาจมีสารเติมแต่ง วัสดุภายในหลอด กระบวนการผลิต และข้อกำหนดการใช้งานแตกต่างจากระบบเตรียม PRP
ก่อนเลือกใช้หลอดประเภทใด ควรตรวจสอบอย่างน้อยดังต่อไปนี้
- เอกสารกำกับระบุวัตถุประสงค์การใช้งานไว้อย่างไร
- หลอดผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อหรือไม่
- สารภายในหลอดเหมาะกับกระบวนการที่ต้องการหรือไม่
- สามารถใช้ร่วมกับเครื่องปั่นและโปรโตคอลที่กำหนดได้หรือไม่
- มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและการควบคุมคุณภาพหรือไม่
- มีสถานะการขึ้นทะเบียนหรือเอกสารตามข้อกำหนดของประเทศที่ใช้งานหรือไม่
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้หลอดเก็บเลือดทั่วไปแทน PRP Tube เพียงเพราะสามารถนำไปปั่นได้ หากไม่มีเอกสารรองรับและไม่มีการประเมินความเหมาะสมจากบุคลากรที่มีคุณสมบัติเกี่ยวข้อง
ตัวชี้วัดคุณภาพ PRP มีอะไรบ้าง?
การประเมินคุณภาพของ PRP ไม่ควรพิจารณาเพียงตัวเลขเดียว แต่ควรดูร่วมกันทั้งความเข้มข้น จำนวนเกล็ดเลือดทั้งหมด ปริมาตรสุดท้าย องค์ประกอบของเซลล์ และความสม่ำเสมอของกระบวนการ
1. Platelet Concentration
Platelet Concentration คือจำนวนเกล็ดเลือดต่อหน่วยปริมาตรของ PRP โดยมักรายงานเป็นจำนวนเกล็ดเลือดต่อไมโครลิตร ค่านี้ควรเปรียบเทียบกับจำนวนเกล็ดเลือดในเลือดตั้งต้นของบุคคลเดียวกัน เพราะแต่ละบุคคลอาจมีค่าเริ่มต้นแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าจะเป็น PRP ที่เหมาะสมกว่าเสมอไป เนื่องจากยังต้องพิจารณาปริมาตรสุดท้าย จำนวนเกล็ดเลือดทั้งหมด เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ร่วมด้วย
2. Concentration Factor
Concentration Factor แสดงว่าความเข้มข้นของเกล็ดเลือดใน PRP สูงกว่าเลือดตั้งต้นกี่เท่า โดยสามารถคำนวณได้ดังนี้
Concentration Factor = Platelet Concentration ใน PRP ÷ Platelet Concentration ในเลือดตั้งต้น
ตัวอย่างเช่น หากเลือดตั้งต้นมีเกล็ดเลือด 250,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร และ PRP มีเกล็ดเลือด 1,000,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร ค่า Concentration Factor จะเท่ากับ 4 หรือมีความเข้มข้นเป็น 4 เท่าของค่าเริ่มต้น
ตัวอย่างการคำนวณ
1,000,000 ÷ 250,000 = 4 เท่า
ไม่ควรกำหนดว่า Concentration Factor ต้องมากกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งสำหรับทุกระบบ เพราะค่าที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามองค์ประกอบของ PRP วัตถุประสงค์ และหลักฐานที่รองรับผลิตภัณฑ์นั้น
3. Platelet Recovery Rate
Platelet Recovery Rate คือสัดส่วนของเกล็ดเลือดจากเลือดตั้งต้นที่สามารถเก็บกลับมาอยู่ในผลิตภัณฑ์ PRP โดยการคำนวณต้องนำทั้งความเข้มข้นและปริมาตรมาพิจารณา
Recovery Rate (%) = [(ความเข้มข้นเกล็ดเลือดใน PRP × ปริมาตร PRP) ÷ (ความเข้มข้นเกล็ดเลือดตั้งต้น × ปริมาตรเลือดตั้งต้น)] × 100
ตัวอย่างข้อมูลสำหรับการคำนวณ
- เลือดตั้งต้น 20 มิลลิลิตร
- เกล็ดเลือดตั้งต้น 250,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร
- PRP ปริมาตร 4 มิลลิลิตร
- เกล็ดเลือดใน PRP 1,000,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร
ผลการคำนวณ: [(1,000,000 × 4) ÷ (250,000 × 20)] × 100 = 80%
จึงไม่ควรกำหนดว่า Recovery Rate ต้องมากกว่า 95% สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ หากไม่มีผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือรองรับ เพราะค่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตามปริมาตรที่เก็บ เทคนิคการเตรียม วิธีตรวจวิเคราะห์ และลักษณะของตัวอย่างเลือด
4. Total Platelet Dose
Total Platelet Dose คือจำนวนเกล็ดเลือดทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ PRP สุดท้าย โดยเป็นตัวชี้วัดที่พิจารณาทั้งความเข้มข้นและปริมาตร
Total Platelet Dose = Platelet Concentration × Final PRP Volume
ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เห็นภาพมากกว่าการดูความเข้มข้นเพียงอย่างเดียว เพราะ PRP ที่มีความเข้มข้นสูงแต่มีปริมาตรน้อย อาจมีจำนวนเกล็ดเลือดรวมใกล้เคียงกับ PRP ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าแต่มีปริมาตรมากกว่า
5. เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงตกค้าง
การรายงานคุณภาพ PRP ควรพิจารณาองค์ประกอบของเซลล์อื่นร่วมด้วย เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนเกล็ดเลือดใกล้เคียงกันอาจมีปริมาณเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงแตกต่างกัน
- จำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมด
- สัดส่วน Neutrophils และเม็ดเลือดขาวชนิดอื่น
- จำนวนเม็ดเลือดแดงหรือค่า Hematocrit
- การเกิด Hemolysis หากมีการตรวจประเมิน
- ลักษณะของผลิตภัณฑ์ว่าเป็น LP-PRP หรือ LR-PRP
ปริมาณเม็ดเลือดขาวที่เหมาะสมอาจขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์ จึงไม่ควรสรุปว่าการมีเม็ดเลือดขาวมากหรือน้อยกว่าจะดีกว่าในทุกกรณี
6. Final PRP Volume และความสม่ำเสมอ
นอกจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว ควรประเมินปริมาตร PRP ที่ได้จริงและความสม่ำเสมอของระบบ โดยอาจพิจารณาจากข้อมูลต่อไปนี้
- ปริมาตร PRP ที่ได้จริงต่อหลอด
- ความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติงาน
- ความแตกต่างระหว่าง Lot การผลิต
- ความสม่ำเสมอเมื่อใช้โปรโตคอลเดียวกัน
- อัตราตัวอย่างที่ไม่สามารถเตรียมได้ตามเกณฑ์
- จำนวนขั้นตอนและความสะดวกในการเก็บ PRP
ทำไมผลลัพธ์จากแต่ละระบบจึงแตกต่างกัน?
แม้จะใช้คำว่า PRP เหมือนกัน แต่ระบบเตรียม PRP แต่ละแบบอาจให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน เนื่องจากมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน
- จำนวนเกล็ดเลือดและองค์ประกอบของเลือดตั้งต้น
- ปริมาตรเลือดที่เก็บเข้าสู่หลอด
- ชนิดและปริมาณสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด
- รูปทรง วัสดุ และขนาดของหลอด
- การมีหรือไม่มีเจลแยกชั้น
- ค่า RCF และระยะเวลาในการปั่น
- ประเภทและรัศมีของโรเตอร์
- จำนวนรอบของการปั่นเหวี่ยง
- ตำแหน่งและปริมาตรของชั้นที่ถูกเก็บ
- ระยะเวลาระหว่างการเก็บเลือดกับการเตรียม PRP
- ประสบการณ์และเทคนิคของผู้ปฏิบัติงาน
- วิธีตรวจวิเคราะห์และเครื่องมือที่ใช้วัดผล
ดังนั้น หากต้องการเปรียบเทียบ PRP Tube ระหว่างสองผลิตภัณฑ์ ควรควบคุมวิธีทดสอบให้ใกล้เคียงกัน ใช้จำนวนตัวอย่างที่เหมาะสม และรายงานทั้งค่าเฉลี่ย ช่วงของผลลัพธ์ และความแปรปรวน
วิธีเปรียบเทียบข้อมูล PRP Tube
การอ่านผลทดสอบหรือเอกสารของผู้ผลิตควรดูรายละเอียดของวิธีการศึกษา ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขที่ถูกนำมาใช้ในข้อความโฆษณา
| ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ | เหตุผลที่สำคัญ |
|---|---|
| จำนวนตัวอย่าง | จำนวนตัวอย่างที่น้อยอาจไม่สะท้อนความแปรปรวนในประชากร |
| ค่าเกล็ดเลือดตั้งต้น | จำเป็นต่อการคำนวณ Concentration Factor และ Recovery Rate |
| ปริมาตรเลือดและ PRP | ช่วยประเมินจำนวนเกล็ดเลือดรวมและผลผลิตของระบบ |
| ค่า RCF และเวลาปั่น | มีผลต่อการแยกชั้นและองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์สุดท้าย |
| เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง | ความเข้มข้นของเกล็ดเลือดเพียงค่าเดียวไม่แสดงองค์ประกอบทั้งหมด |
| ค่าเฉลี่ยและความแปรปรวน | ช่วยประเมินว่าระบบให้ผลสม่ำเสมอเพียงใด |
| ผู้สนับสนุนการศึกษา | ช่วยให้ผู้อ่านประเมินความเป็นอิสระและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ |
Checklist ก่อนเลือกซื้อ PRP Tube
- ตรวจสอบวัตถุประสงค์การใช้งานในเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์
- ตรวจสอบวิธีทำให้ปราศจากเชื้อและความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์
- ตรวจสอบชนิดและปริมาณสารภายในหลอด
- ตรวจสอบความเข้ากันได้กับเครื่องปั่นและโรเตอร์
- ขอข้อมูลค่า RCF ระยะเวลาปั่น และขั้นตอนการเก็บ PRP
- ตรวจสอบจำนวนตัวอย่างและวิธีการศึกษาที่ใช้สนับสนุนผล
- ตรวจสอบ Lot Number วันผลิต และวันหมดอายุ
- ตรวจสอบเงื่อนไขการจัดเก็บและการขนส่ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PRP Tube
PRP Tube กับหลอดเก็บเลือดทั่วไปเหมือนกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะหลอดแต่ละชนิดอาจมีวัตถุประสงค์ สารเติมแต่ง วัสดุภายใน กระบวนการผลิต และข้อกำหนดการใช้งานแตกต่างกัน ควรตรวจสอบเอกสารกำกับของผลิตภัณฑ์ก่อนใช้งาน
PRP Tube ที่ให้ความเข้มข้นสูงที่สุดดีที่สุดหรือไม่?
ไม่เสมอไป เพราะควรประเมินร่วมกับปริมาตร PRP จำนวนเกล็ดเลือดทั้งหมด เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง ความสม่ำเสมอ และวัตถุประสงค์การใช้งาน
Concentration Factor ยิ่งสูงยิ่งดีหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ในทุกกรณี เพราะ Concentration Factor แสดงเพียงอัตราส่วนความเข้มข้นเมื่อเทียบกับเลือดตั้งต้น แต่ไม่ได้แสดง Total Platelet Dose หรือองค์ประกอบอื่นทั้งหมด
PRP Tube กับ PRF Tube ใช้แทนกันได้หรือไม่?
ไม่ควรสรุปว่าใช้แทนกันได้ เนื่องจาก PRP และ PRF อาจมีหลักการเตรียม การใช้สารป้องกันการแข็งตัว โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ และโปรโตคอลแตกต่างกัน ควรใช้อุปกรณ์ตามเอกสารกำกับของระบบนั้น
สามารถใช้ค่า RPM เดียวกันกับเครื่องปั่นทุกเครื่องได้หรือไม่?
ไม่ควรใช้ค่า RPM เดียวกันโดยอัตโนมัติ เพราะแรงเหวี่ยงจริงขึ้นอยู่กับทั้ง RPM และรัศมีของโรเตอร์ ควรอ้างอิงค่า RCF และตรวจสอบคู่มือของเครื่องปั่นร่วมกับเอกสารของ PRP Tube
ควรดูงานวิจัยหรือข้อมูลจากผู้ผลิตอย่างไร?
ควรตรวจสอบจำนวนตัวอย่าง วิธีเตรียม PRP ค่าเลือดตั้งต้น เครื่องปั่น ค่า RCF ปริมาตรสุดท้าย วิธีตรวจวิเคราะห์ และการเปิดเผยผู้สนับสนุนการศึกษา ไม่ควรพิจารณาเฉพาะบทสรุปหรือตัวเลขที่ใช้ในการโฆษณา
สรุป
การเลือก PRP Tube ไม่ควรพิจารณาเฉพาะว่าหลอดใดให้ปริมาตร PRP มากที่สุด หรือให้ค่าความเข้มข้นสูงที่สุด แต่ควรประเมินร่วมกันทั้ง Platelet Concentration, Concentration Factor, Platelet Recovery Rate, Total Platelet Dose, Final PRP Volume และองค์ประกอบของเม็ดเลือด
นอกจากนี้ ความเข้ากันได้กับเครื่องปั่น PRP ความสม่ำเสมอของผลลัพธ์ เอกสารการขึ้นทะเบียน และหลักฐานที่ผู้ผลิตใช้สนับสนุนข้อมูล เพื่อให้การเลือกผลิตภัณฑ์ตั้งอยู่บนข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ต้องการเปรียบเทียบข้อมูล PRP Tube?
ควรขอ Product Specification, Instructions for Use, เอกสารการขึ้นทะเบียน และผลการทดสอบของแต่ละรุ่น เพื่อนำมาประเมินความเข้ากันได้กับเครื่องปั่นและวัตถุประสงค์การใช้งานของหน่วยงาน
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอุปกรณ์และกระบวนการเตรียม PRP ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช้แทนเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ การเลือกอุปกรณ์และการดำเนินหัตถการควรอยู่ภายใต้บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม รวมถึงเป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนด และเอกสารกำกับของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ