ReadyPlanet.com
dot
สมาชิก Log In
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletFacebook
สมาชิกเข้าเยี่ยมชม
ยังไม่มีสมาชิกที่ล็อกอินในขณะนี้
bulletบุคคลทั่วไป 2 คน
dot
dot
สรุปรายละเอียดสินค้าโดยย่อ
dot
bulletเครื่องปั่นจาก Senova
bulletเครื่องปั่นจาก Centurion (UK)
bulletเครื่องปั่นจาก Auxilab
bulletเครื่องปั่นจาก Shanghai Medical
dot
รายการสินค้า
dot
bulletเครื่องแรกในโลก ตรวจ Haemoglobin และ Haematocrit แบบพกพา
bulletตู้อบเด็ก
bulletโคมไฟส่องเด็กตัวเหลือง
bulletเครื่องฟังเสียงทารกในครรภ์
bulletเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบสอดแขน BP868F-AMPALL (Korea)
bulletเครื่องปั่น Zenith Lab
bulletเครื่องปั่นเลือด Senova
bulletเครื่องปั่นเลือด Nahita
bulletเครื่องปั่นเลือด JZ
bulletเครื่องปั่นเลือด Centurion (UK)
bulletเครื่องปั่น Elektro-Mag
dot
VDO การใช้งานและบำรุงรักษา
dot
dot
การใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องปั่น Elektro-Mag_LCD
dot
bulletการตั้งโปรแกรมเครื่องปั่น Elektro-Mag (LCD)
bulletความหมายของปุ่มกดเครื่องปั่น Elektro-Mag (LCD)
dot
การใช้งานและบำรุงรักษา AMPALL BP868F
dot
bulletวิธีการใช้เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ AMPALL BP868F
bulletการเปลี่ยน BP868F Air Bag เมื่อเกิดปัญหารั่ว
dot
การใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องปั่น Centurion
dot
bulletวิธีการใช้เครื่อง Centurion CW12 Cell Washer (Serofuge)
bulletวิธีการใช้เครื่องปั่น Hct Centurion C2012
bulletวิธีการเปลี่ยนโช๊คของเครื่อง Centurion
bulletวิธีการปรับตัวล็อกฝาเครื่อง Centurion
dot
การใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องปั่น Senova
dot
bulletวิธีการใช้เครื่องปั่น Hct NovaFuge B122-12(I)
bulletวิธีการใช้ Microcentrifuge NovaFuge A390
bulletวิธีการใช้ Microcentrifuge NovaFuge A410
bulletวิธีการใช้ NovaFuge B133-5K(III) with rotor 32x15ml
bulletวิธีใช้งาน NovaFuge B133-5KIII with rotor 48x7 ml
bulletวิธีใช้งาน NovaFuge B138-4K(I)
dot
การใช้งานและบำรุงรักษา เครื่องปั่น Nahita
dot
bulletวิธีใช้ nahita 2900, SH120 1+เสียง
bulletวิธีใช้ nahita 2924, SH120 2+เสียง
bulletวิธีใช้ nahita 2650, JZ80 2+เสียง
bulletวิธีใช้ nahita 2652, CH80 2+เสียง
bulletวิธีเปลี่ยนแปลวงถ่าน Nahita2900 , SH120-1
dot
ดาวน์โหลดโบรชัวร์
dot
bulletเครื่องวัดความดันโลหิต AMPALL
bulletตู้อบเด็ก, โคมไฟส่องเด็กตัวเหลือง, เครื่องฟังเสียงทารกในครรภ์ BISTOS (Korea)
dot
วิชาการ
dot
bulletการตั้งค่าเครื่องปั่น Hematocrit
bulletส่วนประกอบของโลหิตของสัตว์
bulletการปั่นแยกและเตรียมส่วนประกอบของเลือดสำหรับสุนัขและแมว
dot
มุมเทคโนโลยี่
dot
bulletหุ่นยนต์ส่งสินค้าถึงบ้าน-ประเทศอังกฤษ ปี 2016
bulletเทคโนโลยี 5D ช่วยเก็บข้อมูลได้หลายพันปี
bulletนิ้วเทียมรับรู้การสัมผัสได้
bulletมนุษย์บิน
bulletกล้องควบคุมทิศทางด้วยการกรอกตา
bulletหุ่นยนต์รับลูกบอลและชงกาแฟ
bulletการค้นพบพลาสติกที่ลบรอยขีดข่วนด้วยตัวเอง
dot
มุมบันเทิง
dot
bulletทายภาพ (ปัญหาเชาว์)
bulletวัดอายุสมองกันหน่อย
bulletเกม - กบข้ามฝั่ง
bulletเกม - กบข้ามฝั่ง (ภาค 2)
bulletขับรถหาทางออก
bulletมหัศจรรย์แห่งคณิตศาสตร์
bulletภาพลวงตา
bulletปริศนา เลข 7
dot
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
dot
bulletความสำเร็จสูงสุด
bulletความลับของโทรศัพท์มือถือ
bulletสุขภาพและความปลอดภัย
bulletหลุมไฮเทค
bulletHeart Attack
bulletSwine Flu (อาการไข้หวัดหมู)
dot
Newsletter

dot
bulletหกเรื่องที่คุ้นเคยในอาหาร
bulletตำนานแห่งเนยเทียม
bulletตำนานแห่งสบู่
bulletสารพัดสารเคมีในห้องน้ำ
bulletถาม-ตอบ ปัญหาโรคพิลึก
bulletเกม - กบข้ามฝั่ง (ภาค 2)




ธาลัสซีเมีย โรคเลือดที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนมีลูก

โรคธาลัสซีเมีย

เกิดจากความผิดปกติในร่างกายที่มีการสร้างโปรตีนโกลบินซึ่งเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงสังเคราะห์ได้น้อยลงหรือผิดปกติส่งผลให้เม็ดเลือดมีอายุสั้นและแตกง่าย

โรคธาลัสซีเมียถ่ายทอดทางพันธุกรรมยีนด้อย (Autosomal recessive) (**ยีนคือหน่วยพันธุกรรมที่กำหนดลักษณะต่าง ๆของสิ่งมีชีวิต โดยจะทำงานร่วมกันเป็นคู่ ยีนหนึ่งได้รับถ่ายทอดจากพ่อ อีกยีนหนึ่งได้รับการถ่ายทอดจากแม่ผู้ที่มีธาลัสซีเมียจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ

1.       เป็นพาหะ คือ มียีนหรือพันธุกรรมของโรคธาลัสซีเมียเพียงยีนเดียวโดยมียีนที่เป็นคู่กันปรกติ ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู่จะมีสุขภาพปรกติ ไม่มีอาการซีด ต้องตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษจึงจะบอกได้ ผู้เป็นพาหะสามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปให้ลูกได้

2.       เป็นโรค คือ ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียหนึ่งมาจากบิดา และอีกยีนหนึ่งจากมารดา และสามารถถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียไปให้ลูกได้

 

 

โรคธาลัสซีเมีย ถ่ายทอดให้ลูกได้อย่างไร? มีวิธีป้องกันหรือไม่

1.       พ่อและแม่ป่วยเป็นธาลัสซีเมียทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นธาลัสซีเมีย 100%

2.       พ่อและแม่มียีนแฝงหรือพาหะทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะปกติ 25ลูกจะเป็นพาหะ 50ลูกจะป่วยเป็นธาลัสซีเมีย 25%

3.       พ่อและแม่มียีนแฝง หรือเป็นพาหะคนเดียว อีกคนปกติ โอกาสที่ลูกปกติ 50ลูกเป็นพาหะ 50%

4.       พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมีย และอีกคนปกติ โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝง หรือเป็นภาหะ 100%

5.       พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมีย และอีกฝ่ายมียีนแฝง โอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นธาลัสซีเมีย 50และมีโอกาสเป็นพาหะ 50%

 

สำหรับวิธีป้องกันที่จะไม่ให้ลูกเกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมียนั้น จะเป็นการป้องกันในเชิงที่คอยดูท่าที ซึ่งวิธีการหลีกเลี่ยงก็จะแบ่งได้หลายทางโดยจะแบ่งได้จากการรู้สถานะของตัวเองก่อนว่าเราเป็นโรคพาหะมียีนส์แฝง หรือว่าปกติ หลังจากนั้นก็จะต้องวิจารณญานและการตัดสินใจของตัวพ่อและแม่เองโดยอาจจะได้รับการปรึกษาจากทางแพทย์ก่อน ซึ่งตัวอย่างการเลือกเส้นทางเพื่อลดความเสี่ยง เช่น

- หากเรารู้ตัวว่าตัวเองเป็นธาลัสซีเมียทั้งสามีและภรรยา ก็อาจจะเลือกที่จะไม่มีลูกเลย ใช้การคุมกำเนิด

- หรือถ้าหากลองคำนวณแล้วโอกาสที่ลูกเกิดมาจะเป็นโรคธาลัสซีเมียที่มีเปอร์เซ็นต์ที่ไม่สูงมาก ก็อาจจะยอมเสี่ยง แต่ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อที่จะสามารถวางแผนแนวทางในการวินิจฉัยทารกในครรภ์ โดยแพทย์อาจจะมีการนัดมาตรวจด้วยการเจาะด้วยเข็มพิเศษผ่านช่องคลอดหรือผ่านหน้าท้อง เพื่อที่จะนำน้ำคร่ำหรือเลือดของทารก หรือชิ้นเนื้อของทารกไปตรวจวินิจฉัย

 

ข้อควรรู้

โรคธาลัสซีเมีย (เม็ดเลือดแดงรูปเคียวเป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถูกพบเจอได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย และประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) โดยประชากรกว่าร้อยละ 35-40 ในประเทศไทยได้เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งก็ส่งผลให้เด็กที่เกิดมาในแต่ละปีจะมีจำนวนที่เป็นโรคธาลัสซีเมียไม่น้อยกว่า 15,000 ราย โดยส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมจากพ่อหรือแม่ที่เป็นพาหะ

 

 

โรคธาลัสซีเมียสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท (4 ชนิด)

โดยแบ่งเป็น

1.โรคอัลฟาธาลัสซีเมีย ที่จะประกอบไปด้วย

1.1       โรคฮีโมโกลบินบารท์ไฮดรอป์ (HB Bart’s hydrops fetalis)

1.2       โรคฮีโมโกลบินเฮ็ช (HB H Disease)

 

2.โรคเบต้าธาลัสซีเมีย ที่จะประกอบไปด้วย

2.1       โรคเบต้าธาลัสซีเมียเมเจอร์ (Beta Thalassemia Major)

2.2       โรคเบต้าธาลัสซีเมีย ชนิดฮีโมโกลบินอี (Beta Thalassemia / Hemoglobin E)

 

โรคธาลัสซีเมียที่พบได้บ่อยในประเทศไทย

1.โรคอัลฟ่าธาลัสซีเมีย (Alpha Thalassemia)

โรคอัลฟ่าธาลัสซีเมีย (Alpha Thalassemia) จะประกอบไปด้วยธาลัสซีเมีย 2 ชนิด ได้แก่โรคฮีโมโกลบินบารท์ไฮดรอป์ (Hb Bart’s hydrops fatalis) และ โรคฮีโมโกลบินเฮ็ช (Hb H Disease)

1.1 โรคฮีโมโกลบินบารท์ไฮดรอป์ (Hb Bart’s hydrops fetalis)

 สามารถเกิดได้จากการได้รับยีน Alpha – Thalassemia ชนิดรุนแรง (Alpha-thalassemia-1) มาจากทั้งพ่อและแม่ ทำให้เด็กผู้โชคร้ายที่เกิดมาเป็นโรคนี้จะไม่สามารถสร้างสายโกลบินชนิดอัลฟ่าไม่ได้เลย เด็กจะมีอาการซีดและบวมน้ำ (hydrops) ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนครรภ์ใกล้ครบกำหนดทารกจะเสียชีวิตในครรภ์ หรือคลอดออกมาได้เพียงไม่กี่นาทีก็เสียชีวิต โรคธาลัสซีเมียชนิดนี้เป็นชนิดที่นับว่ารุนแรงที่สุด คือเสียชีวิต ร้อยละ 100 นอกจากนี้แม่ที่มีทารกที่เป็นโรคชนิดนี้อยู่ในครรภ์จะมีอาการบวมพิษแห่งครรภ์ คือ บวม และความดันโลหิตสูง

 

1.2 โรคฮีโมโกลบินเฮ็ช (Hb H Disease)

ที่พบในไทยได้บ่อย ๆ จะมี 2 ประเภท

ชนิดที่ 1 เกิดจากยีน Alpha – Thalassemia 1 และ Alpha – Thalassemia 2 หรือ Deletional Hb H disease

ชนิดที่ 2 เกิดจากยีน Alpha – Thalassemia 1 และ Hb Constant Spring หรือ Non-deletional Hb H disease โดยทั้งสองชนิดนั้นสามารถพบเจอได้รวมกันสูงถึงร้อยละ 0.8 ของประชากร นั่นหมายถึงมีจำนวนผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดข้างต้นมากกว่าแสนรายเลยทีเดียว

โรคฮีโมโกลบินเฮ็ชถือเป็นโรคธาลัสซีเมียที่พบเจอได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย***

 

2.โรคเบต้าธาลัสซีเมีย (Beta- Thalassemia disease)

กลุ่มโรคเบต้าธาลัสซีเมีย (Beta – Thalassemia disease) ประกอบด้วย โรคเบต้าธาลัสซีเมียเมเจอร์ (Beta – Thalassemia major) และโรคเบต้าธาลัสซีเมียชนิดมีฮีโมโกลบินอี (Hemoglobin E/Beta Thalassemia) แต่มีอาการในลักษณะคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ระดับความรุนแรง

2.1 โรคเบต้าธาลัสซีเมีย เมเจอร์ (Beta Thalassemia Major) นี้แต่เดิมเรียกว่าโรคโลหิตจางคูลี่ย์ (Cooley’s Anemia) หรือ โรคโลหิตจางเมดิเตอเรเนียน ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงมากซึ่งมาจากภาวะซีดเหลือง (ดีซ่านตัวเล็กไม่สมอายุ กระดูกใบหน้าผิดรูป คือ หน้าผากใหญ่ โหนกแก้มสูง จมูกแบน โดยจะมีการเรียกผู้ป่วยที่มีใบหน้าลักษณะนี้ว่า “Thalassemic Facie” ท้องโต เพราะตับม้ามโต ซึ่งอาจจะคลำได้ก้อนแข็ง อ่อนเพลียไม่มีแรง เพราะโลหิตจางเป็นไข้บ่อยเพราะติดเชื้อง่าย กระดูกเปราะ อาจมีประวัติกระดูกหักได้หลายครั้ง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจจะทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ภายในช่วงอายุ 10 ปีแรกของผู้ป่วย จะต้องได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

 

2.2 โรคเบต้าธาลัสซีเมีย ชนิดฮีโมโกลบินอี (Beta Thalassemia Hemoglobin E type)

สำหรับโรคนี้จะสามารถพบเจอได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยมีการแสดงออกทางร่างกายที่หลากหลาย จากการศึกษาที่โรงพยาบาลศิริราช พบว่าร้อยละ 20 ของผู้ป่วยจะมีอาการแสดงน้อยมาก เช่น ซีด แต่ไม่มาก และอาจไม่ต้องได้รับการรับเลือด แต่ในรายที่มีอาการมาก (ร้อยละ 35 ของผู้ป่วยที่ศึกษาจะมีอาการคล้ายคลึงกับผู้ป่วยโรคเบต้าธาลัสซีเมีย เมเจอร์ (Transfusion dependent thalassemia; TDT)และ อีกร้อยละ 45 ของผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบินอี จะมีอาการปานกลาง ซีดแต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องพึ่งพาเลือด หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า Non-transfusion dependent thalassemia (NTDT) สำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงปานกลางหรือน้อย จะมีอาการน้อยกว่าที่กล่าวข้างต้นลดหลั่นกันมา

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจะเกิดขึ้นได้

กระดูกผิดรูป

เนื่องจากโรคธาลัสซีเมียทำให้ไขกระดูกของผู้ป่วยมีการทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นจึงอาจส่งผลให้กระดูกขยายกว้าง และเป็นเหตุให้กระดูกผิดรูป โดยมักจะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและกะโหลกศรีษะ และไขกระดูกที่ขยายออกจะทำให้กระดูกเปราะบาง เพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ป่วยที่จะมีโอกาสเกิดการกระดูกหักมากกว่าเดิม

ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ

ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียอาจมีอาการแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นต้น

 

หลักการรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

การดูแลรักษาสุขภาพแบบประคับประคอง

จากภาวะแทรกซ้อนที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ผู้ป่วยต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากออกกำลังกายหนักจนเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อหัวใจได้ หรือหากออกกำลังกายที่มีการใช้ร่างกายหนักหรือมีการปะทะ อาจจะทำให้กระดูกหักได้ง่ายกว่าคนปกติ

ดังนั้นผู้ป่วยคนรับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิค หรือโฟเลต เช่น ผลไม้, ผักใบเขียวเข้ม, ถั่ว และขนมปัง เป็นต้น เพื่อที่จะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดทดแทนในส่วนที่ถูกทำลายไป

การรักษาด้วยการปลูกถ่ายต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดง (Stem Cell Transplantation)

ในปัจจุบัน เป็นวิธีการรักษาเพียงชนิดเดียวที่จะทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้ การรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ผู้บริจาคซึ่งเป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันและมี HLA แอนติเจนตรงกันอย่างน้อย 6 จุด (HLA match-related donor) จะให้ผลสำเร็จสูงสุด โดยมีอัตราการรอดชีวิตที่ปราศจากโรค มากกว่าร้อยละ 80 และมีโอกาสเสียชีวิตจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคซึ่งมิได้เป็นญาติพี่น้อง ซึ่งเดิมมีผลสำเร็จน้อยกว่ากรณีแรกและมีอัตราการตายที่สูงกว่าก็พบว่าในระยะ 2-3 ปีหลังก็มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นด้วยการตรวจวิเคราะห์ลักษณะ




ข่าวน่าสนใจ

เจาะลึกภาวะโลหิตจาง กับทุกข้อมูลที่คุณควรรู้
งานบ้านและสวน 30 ต.ค. 63
ฉลอง Centurion เครื่องที่ 500 ในประเทศไทย article
เครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบสอดแขน BP868F article
ลูคีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่พบเห็นได้บ่อยในเมืองไทย
กลุ่มเสบียงบุญ เสบียงธรรม ร่วมบริจาคเครื่องผลิตน้ำยาฆ่าเชื้อให้แก่วัด
เชิญเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของโลก article
PRP คืออะไร ? ทำไมวงการเสริมความงาม การกีฬา ถึงให้ความสนใจ
เยี่ยมชมงาน Medica 2017 Dusseldorf article
พบกับเราที่งานประชุมเทคนิคการแพทย์ ครั้งที่ 41 เมืองทองธานี article
งาน Analytica China 2016 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
พบกันที่งานประชุมวิชาการสมาคมเทคนิคการแพทย์ฯ article
ลิฟท์สำหรับเคลื่อนย้ายของหนักเพื่อการขนส่งด้วยตนเอง
เชิญชมเครื่องตรวจวัด Hb & Hct แบบพกพาเครื่องแรกของโลก article
รับสมัครช่าง article
Headline